แก้ปัญหาเล็บเหลือง

อาการเล็บเหลือง สาวๆ ที่ชอบทาเล็บเป็นชีวิตจิตใจหรือเกิดได้จากปัญหาสุขภาพอื่นๆ เช่น โรคเบาหวาน แต่จะรู้ได้อย่างไรว่าอาการเล็บเหลืองเกิดจากสาเหตุใด และควรทำอย่างไรเมื่อมีอาการเล็บเหลือง วันนี้เรามีคำตอบมาฝากกัน

สาเหตุของอาการเล็บเหลือง

1.ยาทาเล็บ สาวๆ ที่ทาเล็บ หากใช้ผลิตภัณฑ์ยาทาเล็บที่ไม่มีคุณภาพ ไม่มีส่วนผสมของสารป้องกัน UV หรือลงยาทาเล็บโดยไม่ลงรองพื้นเล็บก่อน ก็จะทำให้เกิดปัญหาเล็บเหลืองได้ เพราะยาทาเล็บจะเข้าไปทำลายเนื้อเล็บภายใน ทำให้เกิดอาการเล็บเหลืองตามมา

2.โรคเบาหวาน สำหรับใครที่ไม่ได้ทาเล็บ แต่กลับมีอาการเล็บเหลือง สาเหตุนั้นอาจจะมาจากการที่คุณกำลังป่วยเป็นโรคเบาหวาน เพราะมีปริมาณน้ำตาลในร่างกายมากเกินไป ทำให้น้ำตาลไปรวมตัวกับคอลลาเจนและโปรตีนในเล็บ ส่งผลให้เล็บมีสีเหลือง นอกจากเล็บเหลืองแล้ว ยังมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย และปัสสาวะบ่อย

อย่างไรก็ตาม นอกจากโรคเบาหวานแล้วก็ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่สามารถทำให้เกิดอาการเล็บเหลืองได้ เช่น สูบบุหรี่จัด, โรคต่อมน้ำเหลือง, โรคไทรอยด์, โรคเกี่ยวกับตับและไต, ภาวะร่างกายขาดวิตามินอี, อาการติดเชื้อราบริเวณใต้เล็บ ฯลฯ

วิธีแก้อาการเล็บเหลือง

สาวๆ ที่พบว่าตัวเองมีอาการเล็บเหลือง สามารถแก้ได้ด้วยวิธีง่ายๆ ดังต่อไปนี้

1.แก้เล็บเหลืองด้วยน้ำอุ่นและมะนาว

ให้คุณแช่เล็บในน้ำอุ่น 10 นาทีจากนั้นพักเล็บ 2-3 นาที แล้วนำมะนาวฝากมาถูให้ทั่วเล็บ พักเล็บอีก 5 นาทีจากนั้นล้างออก จะช่วยบรรเทาอาการเล็บเหลืองได้

2.แก้เล็บเหลืองด้วยมะนาวและเบคกิ้งโซดา

นำเอามะนาวและเบคกิ้งโซดามาคนให้เข้ากันจนเป็นเนื้อข้นๆ จากนั้นนำมาพอกเล็บทิ้งไว้ 15 นาที แล้วล้างออก จะทำให้เล็บแข็งแรง ชุ่มชื้นมากขึ้น

3.แก้เล็บเหลืองด้วยยาสีฟันฟอกขาว

ยาสีฟันฟอกขาวที่ทำให้ฟันขาวมากขึ้นนั้น สามารถนำไปใช้ฟอกเล็บเพื่อให้ขาวใสขึ้นได้ ด้วยการนำยาสีฟันบีบลงไปบนเล็บ พอกทิ้งหรือขัดวนไปรอบๆ 5-10 นาที แล้วล้างออก

4.รับประทานอาหารที่มีแคลเซียม

โดยเฉพาะอาหารประเภทนม โยเกิร์ต ผักโขม ถั่ว ไข่ หอยนางรม และปลาเล็กปลาน้อย เป็นต้น ซึ่งล้วนแล้วแต่มีสรรพคุณของแคลเซียมที่จะช่วยบำรุงเล็บให้มีสุขภาพดี และมีสีเล็บที่ปกติขึ้นได้

อาการเล็บเหลืองเกิดขึ้นได้ก็แก้ได้ ขึ้นอยู่กับว่าเป็นจากสาเหตุใด หากเป็นจากการใช้น้ำยาล้างเล็บที่ไม่มีคุณภาพก็สามารถนำเอาวิธีที่เรานำมาฝากนี้ไปใช้เพื่อแก้ไขได้ แต่ถ้าหากเกิดจากปัญหาสุขภาพอื่นๆ คุณควรขอคำปรึกษาจากแพทย์เพื่อหาแนวทางในการรักษาที่เหมาะสมและถูกต้อง จะเป็นการดีที่สุด

 

Related Post