โรคเกล็ดเลือดต่ำ

โรคเกล็ดเลือดต่ำ อันตรายมากกว่าที่คิด ที่คุณแม่ไม่ควรมองข้าม



โรคเกล็ดเลือดต่ำ

โรคเกล็ดเลือดต่ำ อันตรายมากกว่าที่คิด ที่คุณแม่ไม่ควรมองข้าม

     โรคเกล็ดเลือดต่ำ มักเกิดในเด็กที่มีอายุ 2-6 ปี เป็นไอทีพีแบบชนิดเฉียบพลัน โดยเมื่อเป็นแล้วสามารถรักษาให้โรคสงบและใช้ชีวิตตามปกติได้ แต่ถ้าพบโรคนี้ครั้งแรกในเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 10ปีขึ้นไป อาจเป็นโรคไอทีพีแบบเรื้อรัง ซึ่งอาการของโรคเกล็ดเลือดต่ำนั้น สามารถส่งผลถึงกับชีวิต โดยเฉพาะกับเด็กที่มีภูมิต้านทานน้อย

โรคเกล็ดเลือดต่ำ ในเด็กเกิดจากสาเหตุอะไร

  1. โรคที่เกิดในทารกแรกเกิดนั้น มักมีสาเหตุมาจากแม่มีภาวะรกเสื่อม ทำให้ร่างกายต้องสร้างเม็ดเลือดแดงจำนวนมาก แต่เนื่องจากมีเกล็ดเลือดต่ำหรือเลือดหนืด จึงส่งผลทำให้เลือดไหลเวียนได้ไม่สะดวก รวมทั้งไม่สามารถนำออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายได้ จึงทำให้เกิดการเจ็บป่วยขึ้น
  2. ติดเชื้อไวรัส โดยเมื่อลูกติดเชื้อไวรัส ร่างกายจะสร้างแอนติบอดี้ต่อเกล็ดเลือดของตนเอง และเมื่อม้ามเข้าทำลายเกล็ดเลือด จะทำให้จำนวนของเกล็ดเลือดต่ำลง และเกิดอาการเลือดออกได้
  3. ไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดได้น้อย เนื่องจากเป็นโรคบางชนิด ทำให้ร่างกายต้องได้รับยาที่ส่งผลต่อการสร้างเม็ดเลือดที่ไขกระดูก เช่นโรคมะเร็ง โรคโลหิตจาง ภาวะกระดูกฝ่อ

วิธีการสังเกตลูกเกล็ดเลือดต่ำ

  1. มีจุดเลือดเล็กๆคล้ายยุงกัด ขึ้นตามแขนขาเป็นสิบจุด
  2. เป็นจ้ำเลือดตามตัว สีม่วงปนสีเหลือง เหมือนรอยฟกช้ำทั้งที่ร่างกายไม่ได้ไปกระแทกกับอะไร
  3. เลือดออกในช่องปาก เช่นตามเยื่อบุช่องปาก ไรฟัน เลือดกำเดาไหลบ่อยและหยุดยาก โดยเลือดออกนานกว่า 15 นาที
  4. เลือดกำเดาไหลบ่อยและหยุดยาก โดยเลือดออกนานกว่า 15 นาที
  5. คลำเจอก้อนแข็งๆในท้อง
  6. ปัสสาวะเป็นเลือด และอุจจาระมีสีดำ

วิธีการและแนวทางการรักษา

  1. ถ้าลูกน้อยมีอาการไม่มาก โดยจำนวนเกล็ดเลือดไม่ได้ต่ำมาก และไม่มีเลือดออก ซึ่งถ้าปล่อยไว้ อาการก็จะหายเองได้เอง จึงไม่จำเป็นต้องทำการรักษา
  2. รักษาด้วยวิธี IVIG วิธีนี้เป็นการเสริมสร้างภูมิต้านทานให้กับแอนติบอดีในร่างกาย ช่วยให้เกล็ดเลือดไม่ถูกทำลายลง จึงช่วยเพิ่มจำนวนเกล็ดเลือดได้รวดเร็วกว่าวิธีอื่นๆ
  3. ใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์ เช่นยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ ซึ่งยาตัวนี้ช่วยออกฤทธิ์ยับยั้งการทำลายเกล็ดเลือด จึงช่วยเพิ่มปริมาณเกล็ดเลือดให้มากขึ้น
  4. ตัดม้าม โดยปกติแล้วม้ามมีหน้าที่ป้องกันโรคและจัดการเม็ดเลือดที่ไม่สมบูรณ์ ซึ่งเมื่อไม่มีม้าม เกล็ดเลือดก็จะไม่ถูกทำลาย และจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่การตัดม้ามทิ้งก็มีข้อเสียคือทำให้ร่างกายเกิดการติดเชื้อได้ง่าย

บทความก่อนหน้านี้ : เรื่องที่คุณแม่ควรรู้ วิธีชงนมลูก อย่างถูกต้อง

Related Post

การดูแลและพัฒนาการของเด็กน้อยวัย 11 เดือนการดูแลและพัฒนาการของเด็กน้อยวัย 11 เดือน



การดูแลเด็กวัย 11 เดือน ที่เต็มไปด้วยพลังงานอาจจะเหมือนจับปูใส่กระด้งมากขึ้นอีกนิด เพราะเจ้าตัวดีจะสนุกกับการสำรวจสิ่งของและสมาชิกในบ้านอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ใครถืออะไรเข้ามาเป็นไม่พ้นสายตานักสำรวจน้อยขี้สงสัย ผู้จ้องจะแหย่ แคะ แกะ เขี่ย ไปเสียทุกสิ่ง จนคุณแม่อาจคิดว่า ถึงเวลาต้องยกระดับเรื่องความปลอดภัยภายในบ้านให้มากขึ้น บางครั้ง คุณแม่อาจอดคิดไม่ได้ว่า เจ้าตัวน้อยมักสนอกสนใจที่จะสำรวจแต่ของอันตรายเท่านั้น โทรทัศน์ เครื่องเล่นซีดี ปลั๊กไฟบนผนังดูจะเป็นของเล่นมหัศจรรย์ที่นักสำรวจน้อยสนใจเสียเหลือเกิน หากลูกเล่นแล้วเล่นอีกโดยที่คุณแม่ห้ามเท่าไรก็ไม่ฟัง อย่าไปคิดว่าเขาดื้อตาใสหรือท้าทายคุณแม่ เพราะแท้จริงแล้ว เจ้าตัวน้อยยังไร้เดียงสาเกินกว่าที่จะรู้ว่าของเหล่านั้นอาจเป็นอันตรายต่อตัวเขาเอง สิ่งที่คุณแม่ทำได้คือ เพิ่มความระมัดระวังและความอดทน จนกว่าลูกน้อยจะรู้ว่าตรงไหนเล่นได้ และอะไรไม่ควรแตะต้อง นอกจากนี้ ให้คุณแม่ยกระดับความปลอดภัยภายในบ้าน บริเวณไหนที่อาจเป็นอันตรายต่อลูกน้อย

การดูแลและพัฒนาการของลูกน้อยวัย 8เดือนการดูแลและพัฒนาการของลูกน้อยวัย 8เดือน



ลูกน้อยวัย 8เดือน ลูกน้อยอยากเรียนรู้โลกกว้าง และเริ่มอยู่ไม่นิ่งและเคลื่อนไหวไปมาตลอดเวลา และจะงอแงไม่หยุดอาจพยายามลองจับเค้าให้อยู่เฉยๆ ทำให้คุณแม่ต้องเหนื่อยกับการวิ่งตามเฝ้าดูอยู่เสมอ โดยการดึงความสนใจลูกน้อยให้อยู่นิ่งๆ ซึ่งอาจทำได้เพียงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น ระยะนี้ลูกน้อยจะมีอารมณ์แปรปรวนพอสมควร เนื่องจากเค้าเห็นสิ่งที่อยากทำ แต่มักโดนคุณแม่ห้ามไว้ หรือถูกจับให้อยู่นิ่งๆ แทนที่จะได้คลานอย่างอิสระ การส่งเสียงร้องของลูกน้อยเป็นการสื่อกับคนรอบข้าง ที่คุณแม่ต้องแยกให้ได้ว่าลูกน้อยต้องการอะไร การร้องแต่ละครั้งมีความหมายต่างกัน เช่น หิว โกรธ ต่อต้าน มื้ออร่อยและฝันหวานของลูกน้อย อาหารเสริมที่ช่วยเพิ่มคุณค่าทางอาหารและพลังงานในช่วงนี้อาจจะมีได้ถึง 2-3 มื้อต่อวัน แต่นมก็ยังเป็นอาหารหลักที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันที่ทารกต้องการ เพียงแต่ลูกน้อยจะลดความอยากกินนมมารดาลงเหลือราวๆ 4 ครั้งต่อวันเท่านั้น และหันมากินอาหารเสริมเมื่อหิวแทน