การดูแลและพัฒนาการของลูกน้อยวัย 7 เดือน




ลูกน้อยวัย 7 เดือน

เป็นช่วงเวลาที่น่าอัศจรรย์ที่ลูกน้อยจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก อาทิ การกินที่เปลี่ยนไป อาจจะเบื่ออาหารที่เคยชอบ รวมถึงพฤติกรรมการนอน หรือแม้แต่บุคลิกภาพที่เค้าแสดงความต้องการของตัวเองออกมามากขึ้น และมีความพยายามลองทำสิ่งที่ไม่เคยทำ หรือแสดงอาการต่อต้านออกมาให้เห็น ซึ่งคุณแม่ควรใจเย็น เฝ้าดูอย่างใกล้ชิด บางครั้งอาจต้องปล่อยให้ลูกน้อยหัดบังคับการเคลื่อนไหวร่างกายด้วยตนเองก่อน อย่าเข้าไปช่วยเร็วเกินไป ให้โอกาสลูกได้เรียนรู้เองบ้าง ปลูกฝังให้เค้าได้ฝึกการช่วยเหลือตัวเองในระยะยาว

มื้ออร่อยและฝันหวานของลูกน้อย

ลูกของคุณอาจจะหิวในช่วงกลางดึก การป้อนอาหารเสริมจะช่วยให้ลูกอิ่ม อยู่ท้องได้นานและหลับตลอดทั้งคืน คอยสังเกตพฤติกรรมการนอนของลูกรักและของตัวเองด้วย เพื่อปรับตัวช่วงเวลานอนของคุณและลูกน้อยให้เหมาะสมกัน

ระยะนี้คุณแม่ควรเตรียมอาหารเสริมเพิ่มจากนม โดยลองเตรียมอาหารสำหรับทารกที่เหมาะสม และพยายามป้อนอาหารแบบเดิมซ้ำกันระยะหนึ่งก่อนจะเปลี่ยนเมนูใหม่ อาหารเสริมตามหลักโภชนาการช่วยเพิ่มคุณค่าสารอาหารที่จำเป็นให้แก่ลูกน้อย ควรระวังลูกที่อาจมีอาการแพ้อาหารตามกรรมพันธุ์ ถ้าคนในครอบครัวมีอาการแพ้อาหารบางชนิด
การปลูกฝังนิสัยการกินที่ถูกต้องต้องแต่ยังเล็กๆ ต้องไม่เป็นการบังคับมากเกินไป ไม่ควรเข้มงวดกับลูกน้อย ให้เค้าตัดสินใจเองว่าจะทานอาหารที่คุณเตรียมให้หมดหรือไม่ หรือเลือกกินบางอย่าง

พฤติกรรมของหนูน้อยวัย 7 เดือน

ช่วงนี้คุณแม่อาจเห็นลูกน้อยมีอาการหงุดหงิดก่อนเข้านอน และเริ่มส่งเสียงอ้อแอ้ดังขึ้นกว่าเดิมเวลาที่เค้ารู้สึกไม่สบายตัว คุณแม่จะช่วยบรรเทาอารมณ์ขี้โมโหของลูกน้อยได้ ด้วยการส่งเสียงปลอบโยนและโอบกอดลูกน้อยให้เค้าสัมผัสถึงความอบอุ่นจากแม่
พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปในหลายๆ ด้านของเด็กในวัยนี้ เป็นเพราะเค้าเรียนรู้ที่จะเข้าใจความต้องการของตัวเอง และพยายามสื่อออกมา ดังนั้น หากคุณแม่ไม่เข้าใจหรือตีความท่าทางลูกน้อยไม่ได้ว่าต้องการอะไร อย่าอายที่จะเรียกให้คนที่มีประสบการณ์มาในระยะแรกก่อนอาจจะเป็นคุณแม่ที่เคยมีลูกมาแล้ว และพยายามจดจำท่าทีและเสียงของลูกน้อย จนคุณแม่สื่อสารได้ในที่สุด

พัฒนาการของลูกวัย 7 เดือน

ลูกน้อยกำลังน่ารักและเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น อยากสำรวจและเรียนรู้โลกกว้าง แม้ว่าหนูน้อยยังคลานไม่ได้แต่ก็พยายามพลิกตัวและยันตัวเองขึ้นนั่งหรืออยู่ในท่าคลานได้เวลาที่คุณวางลงบนพื้น ดังนั้น คุณแม่ต้องให้ลูกน้อยเคลื่อนไหวอย่างอิสระบ้าง ไม่ควรจับขังไว้ในคอกหรือเปลเป็นเวลานานๆ ลูกน้อยจะพยายามทรงตัวนั่งให้ได้ด้วยตัวเอง และพยายามทรงตัวในท่าต่างๆ นานขึ้น เด็กน้อยบางคนอาจจะนั่งได้หลังจากที่คลานเป็นแล้ว

เด็กวัยนี้จดจำคนดูแลได้ จะเริ่มสื่อสารและเข้าสังคมกับผู้ใกล้ชิด รวมทั้งแยกแยะว่าคนไหนที่ดูแลและเอาใจเค้ามากที่สุด และเริ่มมีปฏิกิริยากับคนแปลกหน้า เช่น ร้องไห้ไม่หยุดเมื่อห่างออกจากคุณแม่ เป็นสิ่งที่ลูกกำลังบอกคุณว่าคุณคือคนที่ดูแลเค้าได้ดีที่สุด และเค้าไม่อยากจากคุณไปไหนเด็ดขาด เค้ารักคุณและอยากให้คุณอยู่ข้างๆ ตลอดเวลา สมองของลูกน้อยเริ่มเชื่อมโยงข้อมูลกับเสียงที่ได้ยิน โดยจำเสียงคนที่คุ้นเคยได้ และพยายามเลียนเสียงเพื่อพูดคุยกับเราด้วย คุณแม่จะช่วยเพิ่มพัฒนาการด้านนี้ด้วยการเล่านิทาน เพื่อให้ลูกน้อยได้เรียนรู้วิธีออกเสียงและจับคู่ความหมายกับเสียงที่ได้ยิน

การเจริญเติบโตของลูกน้อย

น้ำหนักตัวของลูกน้อยในเดือนนี้จะหนักเป็น 2 เท่าของน้ำหนักเมื่อแรกเกิด สัดส่วนของสรีระจะเริ่มเปลี่ยนไป แขนขาและลำตัวเหยียดยาวมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงอีกอย่างที่คุณแม่เห็น คือ คุณแม่จะอุ้มง่ายกว่าเดิมเพราะกล้ามเนื้อลำคอลูกน้อยจะแข็งแรงจนประคองศีรษะตัวเองได้ดีขึ้น ในวัย 7 เดือนเพศหญิงจะมีขาที่ยาวกว่าเพศชาย

การดูแลสุขอนามัยที่ดี

เดือนนี้ไม่มีโปรแกรมฉีดวัคซีนและกำหนดพบแพทย์ ดังนั้น คุณแม่ควรดูแลสุขอนามัยที่บ้านอย่างเคร่งครัด หมั่นล้างมือและอุปกรณ์ต่างๆ ให้สะอาดอยู่เสมอ แม้ว่าภูมิคุ้มกันในร่างกายของลูกน้อยจะยังทำงานปกป้องร่างกายเด็กอยู่ เพราะลูกน้อยวัยนี้จะเริ่มคลานไปทั่ว

การละเล่นของเด็กวัย 7 เดือน

เล่นกับลูกน้อยด้วยเกมง่ายๆ เช่น สมมติว่าคุณพ่อคุณแม่เป็นเพื่อนวัยเดียวกับเค้า จะช่วยพัฒนาการและกระตุ้นทักษะด้านภาษาได้ การออกเสียง ขยับปากช้าๆ พร้อมทำท่าทางและหยิบจับของเล่นใกล้ตัวให้ลูกน้อยจดจำ การที่มีคนเล่นด้วยลูกน้อยก็จะเลียนแบบและออกเสียงตามโดยอัตโนมัติ บางครั้งสอนให้ลูกน้อยจำสิ่งของด้วยการเล่นซ่อนหากับของเล่นที่เค้าชอบ ก็ช่วยฝึกความจำและการเคลื่อนไหวร่างกายไปพร้อมๆ กัน กิจกรรมสนุกๆ อีกอย่างที่เด็กๆ ชอบมาก คือ การเล่นน้ำ ซึ่งต้องระวังเรื่องความปลอดภัยเป็นสำคัญ และอย่าปล่อยให้คลาดสายตา เพราะลูกน้อยวัย 7 เดือนยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้

สิ่งที่คุณแม่ต้องเรียนรู้

ลูกรักจะแข็งแรงมากขึ้นซึ่งช่วยลดความเหนื่อยล้าของคุณแม่ลงได้ ไม่ต้องคอยอุ้มตลอดเวลา และมีตารางเวลากิน นอนและขับถ่ายได้ชัดเจนขึ้น ดังนั้น คุณแม่แค่เฝ้าดูอยู่ห่างๆ ก็พอ และมีเวลาเหลือทำธุระส่วนตัวได้มากขึ้นบางครั้งอาจให้เพื่อนและญาติสนิทเข้ามาช่วยเลี้ยงลูกน้อย ก็ทำให้คุณแม่หายเหนื่อยและลดความเครียดที่สะสมได้

รู้ทันอารมณ์

การนอนหลับให้เพียงพอช่วยลดอาการหงุดหงิดของคุณแม่ได้ การที่คุณแม่มีอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ เป็นผลจากความผันผวนของฮอร์โมนหลังการคลอดบุตร และความกังวลกับการเลี้ยงลูกน้อย ซึ่งมีผลกระทบต่อสุขภาพของคุณแม่ได้ จึงควรปรึกษาแพทย์อย่างใกล้ชิด
คุณแม่มือใหม่หลายคนอาจเผชิญกับภาระการเลี้ยงดูลูกน้อยด้วยตัวเองที่หนักกว่าที่คิดไว้ แต่เมื่อผ่านไปได้สัระยะหนึ่งความเครียดก็จะลดลง พัฒนาการของลูกน้อยที่เติบโตเป็นกำลังใจและทำให้คุณแม่รักและผูกพันกับลูกน้อยจนลืมความเหนื่อยล้าลงได้

คุณแม่กับการพักผ่อน

คุณแม่ที่ดูแลลูกน้อยมาทั้งวันอาจมีเวลานอนไม่เพียงพอ และแสดงอาการเหนื่อยล้าในช่วงบ่าย คุณแม่จึงควรจัดสรรช่วงช่วงเวลาในแต่ละวันพักผ่อนบ้าง ดูแลสุขภาพด้วยอาหารที่มีคุณค่าครบถ้วน เพื่อให้มีพลังงานในการรับมือกับลูกน้อยต่อไปด้วยความสดชื่น

ความสัมพันธ์ของคุณกับคนรอบข้าง

ลูกน้อยช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัวได้เป็นอย่างดี และสร้างความสุขให้กับทุกคน เมื่อเห็นความสดใสและพัฒนาการที่เพิ่มขึ้นในแต่ละวันของลูก

 

Related Post

การดูแลและพัฒนาการของลูกน้อยวัย 9 เดือนการดูแลและพัฒนาการของลูกน้อยวัย 9 เดือน



ลูกน้อยวัย 9 เดือน ทารกช่วงวัยนี้จะมีการสำรวจและทำกิจกรรมมากขึ้น เพราะเขาจะเริ่มคลานไปทั่วบริเวณได้แล้ว เจ้าตัวเล็กอาจก้นโด่งกับพื้น คลานด้วยความเร็วสูง หรือคลานเตาะแตะโดยที่น้ำหนักส่วนใหญ่ของร่างกายอยู่ที่ท้องไม่ว่าจะกริยาท่าทางไหน ทารกก็จะได้พัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวทั้งสิ้นทารกวัย 9 เดือนมีหลายอย่างให้ลงมือทำและสำรวจดู แม้เราส่วนใหญ่จะเห็นว่ารอยเปื้อนเล็กๆ บนพื้นนั้นไม่สำคัญอะไร แต่หากมีเจ้าตัวน้อยวัยนี้อยู่ใกล้ๆ คุณก็ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเช็ดทำความสะอาดให้เรียบร้อย คุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่บอกว่าตนเหมือนได้เห็นโลกในมุมมองใหม่เมื่อมีเจ้าตัวน้อยอาศัยอยู่ด้วยในบ้าน เจ้าจอมซนอาจติดใจในความสนุกเล็กๆ น้อยๆ จากการสำรวจและการเรียนรู้สิ่งต่างๆ และพาให้คนในบ้านตื่นเต้นไปกับการลุ้นตามของเขา การกินนมและการนอน นี่เป็นช่วงวัยที่ค่อนข้างเลอะเทอะทีเดียว เจ้าตัวเล็กมักอยากเล่นและป้อนอาหารเข้าปากด้วยตัวเอง จึงยากที่กิจกรรมนี้จะดำเนินไปด้วยความสะอาดเรียบร้อยคุณพ่อคุณแม่ควรปล่อยให้ลูกได้รู้จักอาหารและเรียนรู้ขั้นตอนการตักอาหารเข้าปากด้วยตัวเอง ไม่ควรควบคุมทุกอย่าง เพราะยิ่งเขาสามารถทานอาหารด้วยตัวเองได้เร็วเท่าไหร่ก็จะยิ่งดี ให้ลูกน้อยได้เลือกหยิบจับอาหารชิ้นเล็กๆ ด้วยตัวเอง โดยเน้นให้อาหารเหล่านั้นมีสีสัน รูปร่าง

การดูแลและพัฒนาการของลูกน้อยวัย 14 เดือนการดูแลและพัฒนาการของลูกน้อยวัย 14 เดือน



เมื่อลูกน้อยเข้าสู่ช่วง ลูกน้อยวัย 14 เดือน คุณแม่คุณพ่อและทุกคนในบ้านลืมความเงียบเหงาไปได้เลย เพราะคุณจะมีเด็กน้อยคอยส่งเสียงเจื้อยแจ้วตลอดทั้งวัน เพราะเด็กในวัยนี้สามารถสะสมคำศัพท์ได้มากขึ้น สามารถพูดคำว่าพ่อ แม่ หรือเรียกคนสนิทในครอบครัว รวมทั้งสัตว์บางประเภทได้ รวมทั้งสามารถเข้าใจในสิ่งที่พ่อแม่พูดจึงอยากที่จะสื่อสารโต้ตอบ นอกจากนี้ ยังเป็นช่วงที่ลูกจะเรียนรู้ทักษะการใช้กล้ามเนื้อมือในระดับซับซ้อนยิ่งขึ้น ถือเป็นช่วงที่ร่างกายในด้านต่างๆ พัฒนาขึ้นในอีกขั้น มหัศจรรย์แห่งช่วงวัย : การเคลื่อนไหวของลูกน้อยในเดือนนี้จะเริ่มมีการเดินสลับกับคลานมากขึ้น สรีระของลูกมีการเปลี่ยนแปลง คือ ช่วงท้องจะอ้วนกลม ก้นปอดและช่วงขาจะป้อม เมื่อกระดูกช่วงแขนและขาเติบโตเต็มที่รูปร่างจะดูสมส่วนมากขึ้น กินอิ่มนอนสบาย : คุณแม่อาจแบ่งอาหารบางอย่างที่ลูกสามารถกินได้โดยคำนึงถึงการเคี้ยวและระบบย่อยอาหารของเจ้าตัวเล็กเป็นสำคัญ ในช่วงนี้ระยะเวลาการนอนของลูกน้อยเหมือนผู้ใหญ่มากขึ้น หากนอนกลางวันมาก กลางคืนอาจนอนไม่หลับการให้ลูกนอนเตียงเร็วเกินไปโดยยังไม่ได้หัดให้อยู่นิ่งได้