ลูกน้อยวัย 23

การดูแลและพัฒนาการของ ลูกน้อยวัย 23 เดือน



ลูกน้อยวัย 23

การดูแลและพัฒนาการของ ลูกน้อยวัย 23 เดือน

     ลูกน้อยวัย 23 เดือน อีกเดือนเดียวก็จะ 2 ขวบนี้ ในช่วงวัยนี้ของลูก จะเริ่มแสดงพฤติกรรมต่อต้านให้พ่อแม่ได้เห็นบ้าง ทำให้คุณแม่คุณพ่อสงสัยว่าได้ทำอะไรผิดกับลูกหรือไม่ ลูกน้อยอยากทดสอบขอบเขตอารมณ์ของตัวเอง โดยลูกรักอาจดูหลายอารมณ์ใน 1 วัน แล้วกลับมาอารมณ์เย็นลงได้ง่ายๆ ในอีกไม่นาน เพราะฉะนั้น คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรหงุดหงิดหรือเปลี่ยนอารมณ์ตนเองตามลูก แต่ควรสอนลูกให้เรียนรู้การควบคุมอารมณ์และความรู้สึกและควรรู้จักความมีเหตุมีผล

ลูกน้อยวัย 23 เดือน ความเติบโตของร่างกายลูกน้อย

     ความสูงจะสูงเกือบครึ่งหนึ่งของความสูงเมื่อลูกน้อยเติบโตเต็มที่ กระดูกแขนและขาจะเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง คุณแม่จึงต้องหมั่นใส่ใจดูแลให้ลูกได้ทานอาหารที่มีสารอาหารที่เพียงพอต่อการเติบโตของกระดูก และไม่ต้องห่วงหากคุณแม่ยังเห็นขาของลูกดูโก่งอยู่ เพราะเด็กวัยนี้เป็นวัยหัดเดินส่วนใหญ่จะเริ่มมีขาที่เหยียดตรงเมื่ออายุระหว่าง 18 เดือน ถึง 2 ขวบ แต่ขาเด็กจะยังไม่หยุดเปลี่ยนแปลงรูปร่างจนกว่าจะอายุประมาณ 7 ขวบ

การเรียนรู้และการสอนลูกน้อยเล่น

  • ให้ลูกตัดสินใจว่าต้องการจะสวมบทเป็นอะไรและเล่นอะไร ในช่วงนี้อยากทดลองเล่นทำอาชีพหรือเป็นบุคคลต่างๆ ที่เขาเคยพบเห็น คุณแม่คุณพ่ออาจถามว่าจะไปเที่ยวไหนกัน ให้คุณพ่อคุณแม่ไปเที่ยวด้วยได้ไหม เพื่อช่วยในพัฒนาการทักษะการคิดและแก้ปัญหาของลูกน้อย
  • คุญแม่หรือคุณพ่อควรเปิดเพลงหลากหลายรูปแบบให้ลูกน้อยได้ฟังและสังเกตการตอบสนองของลูกน้อย เมื่อลูกได้ยินเสียงเพลง เด็กวัยนี้มักจะตอบสนองด้วยการเต้นหรือร้อง และเคลื่อนไหวไปตามจินตนาการของเด็ก และแน่นอนว่าคุณแม่คุณพ่อสามารถเข้าร่วมเต้นและร้องเพลงกับลูกน้อยได้เพื่อกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัวและสร้างความมั่นใจให้กับลูกน้อย
  • ไม่ควรห้ามลูกน้อยเล่นเลอะเทอะ ในช่วงนี้จินตนาการของลูกน้อยนั้นไร้ขีดจำกัด เด็กอาจเห็นหมอนทรงกลมเป็นอย่างอื่น ตามจินตนาการของลูก ลูกน้อยอาจจะนำกิ่งไม้และใบไม้มาเล่นทำเป็นอาหาร หรือขุดดินขุดทรายขึ้นมาสร้างบ้านสร้างปราสาท ที่สำคัญคุณแม่กับคุณพ่อควรเข้าร่วมเล่นกับลูกในเรื่องราวที่ลูกน้อยกำลังสร้างขึ้นมา

ลูกน้อยวัย 23 เดือน

สิ่งที่คุณแม่ต้องเรียนรู้

     เด็กน้อยวัย 23 เดือน เป็นช่วงเวลาแห่งการผจญภัย คุณแม่ควรพยายามระมัดระวังที่จะไม่แสดงความหงุดหงิดหรือดุด่าลูก ควรเลือกใช้ถ้อยคำเชิงบวกที่น่าฟัง เช่น “ค่อยๆ วางถ้วยลงนะลูก” แทนการพูดว่า “อย่าวางถ้วยแรงแบบนั้น” การเป็นพ่อแม่ที่ดีควรหมั่นใส่ใจลูกในทุกๆเรื่อง เพราะเด็กในวัยนี้ กำลังเริ่มจำเลียนแบบและซึมซับการกระทำคนเป็นพ่อเป็นแม่ ดังนั้นเราควรเริ่มปลูกฝังลูกน้อยของเราได้ตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป

สุขอนามัยที่ดีของลูกน้อย

     ไม่ควรซักผ้าปะปนกับเสื้อผ้าของคนในบ้าน และสอนลูกให้รู้ว่า ชิ้นไหนเป็นเสื้อผ้าของตัวเอง สอนให้ลูกรู้ว่าแปรงสีฟันของตัวเองสีอะไร และหลีกเลี่ยงการใช้หมอนและเครื่องนอนของเด็กปะปนกับของผู้ใหญ่

 

บทความก่อนหน้านี้ : การดูแลและพัฒนาการของลูกน้อยวัย 20 เดือน

Related Post

การดูแลและพัฒนาการของเด็กวัยตั้งไข่ 12 เดือนการดูแลและพัฒนาการของเด็กวัยตั้งไข่ 12 เดือน



เด็กน้อยวัยตั้งไข่ 12 เดือน ลูกรักได้ผ่านพ้นวัยทารกและเข้าสู่วัยตั้งไข่ หลังจากเด็กน้อยวัย 12 เดือน ลืมตาขึ้นมาดูโลกครบหนึ่งปีเต็ม เวลาช่างผ่านไปไวเหมือนติดปีกบิน ถึงวันนี้คุณพ่อคุณแม่คงนึกถึงชีวิตก่อนมีเจ้าตัวเล็กแทบไม่ออก แต่ไม่ว่าในปีที่ผ่านมาชีวิตจะเปลี่ยนแปลงไปเช่นไร เราคงยอมรับว่า เจ้าตัวน้อยได้เพิ่มมิติใหม่ๆ ให้ชีวิตครอบครัวอบอุ่นขึ้น ขอให้คุณพ่อคุณแม่เตรียมตัวเตรียมใจให้ดีว่าเดือนนี้จะต้องยุ่งแน่นอน เพราะเจ้าตัวน้อยกำลังเข้าสู่พัฒนาการก้าวใหม่ หากลูกยังไม่เริ่มเดิน ให้คุณแม่เบาใจได้เลยว่าน่าจะอีกไม่นาน หนูน้อยบางคนจะตั้งไข่ล้มต้มไข่กินอยู่หลายเดือน แต่บางคนพอยืนได้ก็แทบจะออกวิ่งเลยทีเดียว เด็กวัยนี้หลายๆ คนจะกลับไปคลานอีกเมื่อเขาเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคยหรือเกิดความรู้สึกระแวงไม่แน่ใจ ลูกน้อยจะทั้งคลานทั้งเดินจนกว่าเขาจะมั่นใจจริงๆ ว่ายืนได้แข็งด้วยสองขา คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงการให้ลูกนั่งในรถเข็นหรือรถยนต์นานๆเพราะการหัดเดินให้เก่งต้องอาศัยการฝึกฝนเช่นเดียวกับทักษะอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นทักษะที่ต้องใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กหรือมัดใหญ่ การทานอาหารและการนอนหลับ หากลูกดื่มนมผง คุณแม่อาจเปลี่ยนเป็นนมวัวไขมันเต็มส่วนได้แล้วในเดือนนี้ ยกเว้นกรณีที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพแนะนำให้ลูกน้อยของคุณดื่มนมผงสำหรับทารกต่อไป

เด็กป่วย

เผยวิธีเช็ค อาการไข้ในทารกเผยวิธีเช็ค อาการไข้ในทารก



เผยวิธีเช็ค อาการไข้ในทารก      อาการไข้ในทารก เป็นเรื่องสำคัญสำหรับคุณพ่อและคุณแม่ทั้งหลาย แต่ก่อนอื่นคุณแม่ทั้งหลายที่จะต้องรู้ก่อนว่าอุณหภูมิขนาดไหน ถือว่าเป็นไข้ ส่วนใหญ่เชื่อว่า อุณหภูมิที่สูงกว่า 37 องศาเซลเซียส หรือ (98.6 องศาฟาเรนไฮต์) ถือว่า “มีไข้” แต่นั่นก็ไม่ถูกเสมอไป เนื่องจาก อุณหภูมิร่างกายของคนเรา สามารถขึ้น – ลง ได้ทั้งวัน ทารกและเด็กก็มีอุณหภูมิ “ปกติ” ที่ค่อนข้างแตกต่างกัน ถ้าลูกของคุณไม่ได้เป็นโรคอะไร อุณหภูมิที่ถือว่าเป็นไข้ คือ